บทความ

30พ.ย.

เกรดเพชรคืออะไร? เพชรมีกี่เกรด เลือกซื้อเกรดไหนให้คุ้มค่ามากที่สุด

บทความ | 570 วิว

เกรดเพชรคืออะไร? เพชรมีกี่เกรด เลือกซื้อเกรดไหนให้คุ้มค่ามากที่สุด

เกรดเพชรคือออะไร? เพราะเพชรเป็นอัญมณีอันแสนล้ำค่าที่ไม่ว่าใครๆ ก็เป็นต้องอยากมาได้ไว้ในครอบครอง ก่อนจะไปเลือกซื้อเพชร AURORA Diamond จึงอยากชวนมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเพชรแต่ละเกรดมีความแตกต่างกัน ซึ่งเกรดเพชรส่งผลต่อความสวยงาม และราคาที่แตกต่างกันอีกด้วย ดังนั้น เวลาเลือกซื้อเพชรต้องดูเกรดเพชรเสมอ เพื่อให้ได้เพชรน้ำงาม และคุ้มค่าแก่การลงทุนมากที่สุด ไปดูกันว่า การแบ่งเกรดเพชรทำได้อย่างไร เพชรมีกี่เกรด เลือกซื้อเกรดไหนให้คุ้มค่ามากที่สุด

ทำความรู้จัก เกรดเพชร คืออะไร

ทำความรู้จัก เกรดเพชร คืออะไร

เกรดเพชร คือ เกณฑ์ในการแบ่งเกรดเพชรที่พัฒนาโดยสถาบันเพชรระดับโลกอย่าง De Beers Group Institute of Diamonds (DBIOD) โดยใช้ระบบการแบ่งเกรดเพชรแบบ 4C’s ที่มีเกณฑ์การพิจารณาคุณภาพของเพชรจากน้ำหนักกะรัต (Carat) สี (Color) ความสะอาด (Clarity) และการเจียระไน (Cut) ซึ่งนอกจากส่งผลต่อเรื่องของความสวยงามของเพชรแล้ว ยังมีผลโดยตรงกับราคาขายของเพชรเม็ดนั้นอีกด้วย

วิธีการและปัจจัยสำคัญในการดูเกรดเพชรน้ำงาม

วิธีการและปัจจัยสำคัญในการดูเกรดเพชรน้ำงาม

นอกจากในเรื่องของสีของเพชรแล้ว ยังมีหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาในการเลือกซื้อเพชรด้วยเช่นกัน เพราะแม้ว่าเพชรจะเม็ดไม่ใหญ่มาก แต่ไม่มีตำหนิ หรือรอยแตก และเล่นแสงไฟได้ดีกว่า ก็เรียกได้ว่าเป็นเพชรน้ำงามที่คุ้มค่าในการซื้อเก็บไว้ โดยพิจารณาตามหลัก  4C’s อย่างที่ได้กล่าวไป ดังนี้

1. กะรัต หรือน้ำหนักของเพชร (Carat)

กว่าจะมาเป็นเพชรน้ำงามบนนิ้วของคุณได้ ก็ต้องผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี โดยสิ่งหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือเรื่องของน้ำหนักเพชร หรือกะรัต (Carat) นั่นเอง โดยเพชร 1 กะรัต จะมีน้ำหนักเท่ากับ 200 มิลลิกรัม หรือ 0.2 กรัม แต่โดยส่วนใหญ่จะเรียกน้ำหนักเพชร 1 กะรัต เท่ากับ 100 แต้ม (Point) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ตังค์ ยกตัวอย่างเช่น เพชรขนาด 0.50 กะรัต = เพชร 50 แต้ม หรือเพชร 50 ตังค์

อย่างไรก็ตาม สถาบัน De Beers Group Institute of Diamonds (DBIOD) ได้มีการกำหนดเกรดสำหรับเพชรธรรมชาติที่ไม่ได้เจียระไนให้มีน้ำหนักอย่างน้อย 0.10 กะรัต  ซึ่งตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของทางสถาบันจะมีการรายงานเกรดเพชร โดยทำการบันทึกน้ำหนักของเพชรเป็นทศนิยม 2 ตำแหน่ง แต่เพื่อความปลอดภัย สถาบันได้ทำการรับ และส่งเพชรทุกเม็ดโดยชั่งน้ำหนักให้เป็นทศนิยม 6 ตำแหน่งเสมอ จากนั้นใช้วิธีการปัดเศษ เช่น เพชรน้ำหนัก 0.3484 กะรัต = 0.34 กะรัต และเพชรน้ำหนัก 0.3485 = 0.35 กะรัต

2. สีของเพชร (Colour)

การแบ่งเกรดเพชรว่าเพชรเม็ดไหนเป็นเพชรน้ำงาม สามารถจำแนกได้จากสีของเพชร หรือน้ำเพชร โดยยิ่งเพชรเม็ดนั้นมีความขาวใสไร้สีมากเท่าไร ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเพชรเม็ดนั้นมีเปอร์เซ็นต์ความบริสุทธิ์สูงมากขึ้นเท่านั้น โดยอ้างอิงจากสถาบัน De Beers Group Institute of Diamonds (DBIOD) เป็นเกณฑ์สากลที่ใช้ในการวัดเกรดสีของเพชรจากสีต้นแบบ D ถึง Y/Z โดยกำหนดให้เกรด O/P ถึง Y/Z เป็นเพชรสีเหลือง และเพชรแฟนซี ดังนี้ 

  • เพชรเกรดไร้สี (Colorless) เพชรเกรด D, E และ F คือเพชรเกรดไร้สี มีลักษณะเหมือนหยดน้ำบริสุทธิ์ หรือเพชรน้ำ 100 ที่หลายคนคุ้นเคยแต่เนื่องจากเป็นเกรดสีเพชรที่หาได้ยากมาก จึงทำให้ปัจจุบันมีมูลค่าสูงมากที่สุด 

  • เพชรเกรดเกือบไร้สี (Near Colorless)  เกรดเพชรที่มีสีเพชรเกรดเกือบไร้สี คือเพชรเกรด G, H, I และ J โดยสามารถทดสอบเบื้องต้นได้จากการคว่ำหน้าเพชรเกรดเหล่านี้ลงบนกระดาษสีขาว แล้วลองสังเกตตรงของกลางเพชรดู ก็จะมองเห็นสีเหลืองจางๆ ปรากฏอยู่ภายในตัวเพชรได้ 

  • เพชรเกรดสีเหลืองจาง (Slightly Tinted ) เพชรเกรด K, L, และ M มีสีเหลืองจางที่สังเกตได้ง่ายมาก โดยสามารถมองเห็นสีเหลืองจางๆ ชัดเจนได้ด้วยตาเปล่าจากหน้าเพชร ซึ่งเพชรเกรดเหลืองจางเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบเครื่องประดับแนววินเทจ หรืออยากได้เพชรขนาดใหญ่ในราคาที่ถูกลง

  • เพชรเกรดสีเหลืองอ่อนมาก (Very Light Yellow) เกรดเพชร N, O, P, Q, และ R ที่มีสีเพชรเกรดสีเหลืองอ่อนจนเกือบเป็นสีน้ำตาล ทำให้ไม่เป็นที่นิยม

  • เพชรเกรดสีเหลือง (Light Yellow) เพชรเกรด S ถึง Y/Z มีสีเหลือง หรือน้ำตาล และเป็นเพชรที่ไม่เป็นที่นิยมเช่นเดียวกัน

3. ความสะอาดของเพชร (Clarity)

การแบ่งเกรดเพชรโดยพิจารณาความสะอาดของเพชร (Clarity) ของสถาบัน De Beers Group Institute of Diamonds มีการให้คะแนนความสะอาดของเพชรตั้งแต่ไร้ตำหนิจนถึงระดับ I-3 ตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยวิธีการคัดเลือกตำหนิของเพชร และจัดเกรดเพชรด้วยกล้องจุลทรรศน์ระดับ 10X ทำให้มั่นใจได้ว่าเพชรที่ได้จะมีความสะอาด ชัดเจน ไร้ตำหนิ และมีความสมมาตร

4. การเจียระไน (Cut Grade)

การเจียระไน (Cut Grade) เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดในการคัดเกรดเพชร เพราะเพชรน้ำงามต้องเล่นแสงไฟได้ดี แม้ว่าเพชรเม็ดนั้นมีขนาดกะรัตน้อยกว่า แต่ถ้ามีการเจียระไนที่ดีกว่า ก็ทำให้มีความสวยงามเปล่งประกาย และทำให้มีราคาที่สูงตามไปด้วย ซึ่งตามมาตรฐานของสถาบัน De Beers Group Institute of Diamonds มีการประเมินเกรดการเจียระไนเพชรของเพชรทรงกลม ตั้งแต่ระดับดีเยี่ยมไปจนถึงระดับแย่ โดยประเมินจากปัจจัยของสัดส่วนเพชรที่วัดได้ การขัด้งา และความสมมาตรของเพชร ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานที่มีการยอมรับในระดับระดับสากล

การเลือกเพชรน้ำงามให้เหมาะสมและคุ้มค่า

การเลือกเพชรน้ำงามให้เหมาะสมและคุ้มค่า

เพชรมีหลายเกรด วัดจากขนาด น้ำหนัก สีของเพชร ความสะอาด และการเจียระไน แต่สิ่งที่สังเกตได้ง่ายคือเกรดสีของเพชรที่อาจมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย การเลือกซื้อเพชรที่มีใบเซอร์จากสถาบัน De Beers ในเกรด D-F จาก Aurora Diamond แน่นอนว่าจะได้เพชรไร้สีที่มีความสวยงาม และมีมูลค่าสูงมากที่สุด แต่หากต้องการเพชรน้ำงามที่มีเกรดสีรองลงมาในระดับเพชรเกือบไร้สี หรือต้องการลงทุนไปกับการเลือกซื้อเพชรโดยพิจารณาจากความสะอาดของเพชร และการเจียระไนที่มีความประณีต ก็จะช่วยให้เลือกซื้อเพชรน้ำงามได้อย่างคุ้มค่า และเหมาะสมได้เช่นกัน

ขนาดเพชรสำคัญกับการเลือกน้ำเพชรอย่างไร

ขนาดเพชรสำคัญกับการเลือกน้ำเพชรอย่างไร

เกรดเพชรถือเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกเพชรน้ำงาม ไม่ว่าจะเพชรน้ำ 100 เพชรน้ำ 98 หรือเพชรเกรดรองลงมา แต่นอกจากการพิจารณาสีของเพชร หรือน้ำเพชรแล้ว ขนาดของเพชรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเพชรที่มีขนาดใหญ่อาจทำให้มองเห็นรอยตำหนิ หรือรายละเอียดต่างๆ ของเพชรได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งเพชรที่มีขนาดใหญ่ ราคาย่อมสูงมากขึ้นตามไปด้วย

  • เพชรขนาดใหญ่ การเลือกเพชรขนาดใหญ่ เกรดไร้สี D, E และ F หรือเพชรน้ำ 100 มีมูลค่าสูง หากต้องการจำกัดงบประมาณ อาจลองเลือกเพชรเกรดเกือบไร้สี G, H, I และ J ได้ เพราะมีราคาที่ถูกกว่า แต่ยังได้เพชรที่มีสีใกล้เคียงกับเพชรเกรดไร้สี อีกทั้งยังสามารถเอางบประมาณที่เหลือไปลงทุนกับการเจียระไน และการจัดการกับตำหนิของเพชรได้

  • เพชรขนาดเล็ก การเลือกเพชรขนาดเล็ก สามารถเลือกซื้อได้ทุกเกรดสี อีกทั้งยังสามารถซื้อเพชรน้ำงามได้ในราคาที่ถูกลง เพราะขนาดของเพชรที่เล็กลงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องการเพชรที่มีขนาดเล็ก และยังต้องการจำกัดงบประมาณลงอีก การเลือกเพชรเกรดเกือบไร้สีที่มีเทคนิคการเจียระไนที่ดี มีความสวยงาม เปล่งประกาย และมีการเล่นแสงไฟ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นกัน

คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเลือกซื้อแหวนเพชรแถว แหวนเพชรล้อม หรือแหวนเพชรเรียงกันสามเม็ดโดยใช้เพชรเกรดเกือบไร้สีเป็นเพชรหลัก การเลือกสีเพชรเม็ดอื่นๆ ให้มีความใกล้เคียงกันกับเพชรเม็ดหลักตรงกลางก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา เพราะหากเลือกสีเพชรที่แตกต่างกับเพชรเม็ดหลักมากเกินไป อาจทำให้เพชรเม็ดหลักดูเหลืองได้

วิธีการสังเกตสีเพชรในเบื้องต้น

วิธีการสังเกตสีเพชรในเบื้องต้น

โดยทั่วไปแล้ว การคัดเกรดเพชรด้วยตัวเองอาจเกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่แม่นยำ จึงจำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนมาจำแนกเพื่อความถูกต้องแม่นยำ แต่หากต้องการสังเกตสีเพชรในเบื้องต้น สามารถทำได้โดยการนำเพชรมาคว่ำใส่กระดาษสีขาวแล้วส่องไฟ และใช้แว่นขยายเป็นตัวช่วยเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม สีของเพชรไม่ใช่การคัดเกรดเพชรที่แม่นยำ เพราะเพชรน้ำงามต้องดูในส่วนของน้ำหนักกะรัต ความสะอาดใสไร้ตำหนิ และการเจียระไนที่ดี เพื่อทำให้เกิดการเล่นไฟจนมีประกายแสงที่สวยงามแวววาวอีกด้วย

สรุป

การคัดเกรดเพชร คือการจำแนกเพชรออกจากกันโดยพิจารณาจากน้ำหนัก ความสะอาด สีของเพชร และการเจียระไน ซึ่งเพชรน้ำงามก็มีความแตกต่างกันไปตามระดับสี หรือค่าความบริสุทธิ์ของเพชร หากต้องการเลือกซื้อเพชรน้ำงาม AURORA Diamond มีเพชรแท้ที่ผ่านการรับรองจากสถาบันชั้นนำ De Beers พร้อมมีบริการให้คำปรึกษาและมีผู้เชี่ยวชาญช่วยให้คุณเลือกเพชรได้อย่างคุ้มค่าภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม และมีการรับประกันการตรวจสภาพเพชร รวมไปถึงบริการทำความสะอาดเพชรตลอดอายุใช้งา

tags

Facebook Messenger
Line